วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

E-mail Address - เรื่องของจดหมายอิเลคทรอนิกส์


                  E-mail Address - เรื่องของจดหมายอิเลคทรอนิกส์
                E-Mail (Electronic Mail) - จดหมายอิเลคทรอนิกส์ คืออะไร คือจดหมายอิเลคทรอนิกส์ ที่ใช้รับส่งกันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์บางแห่งใช้เฉพาะภายใน บางแห่งใช้เฉพาะภายนอกองค์กร (สำหรับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ internet) การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม word จากนั้นก็คลิกคำสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า Email Address เป็นหลักในการรับส่ง
รูปแบบชื่อ Email Address yourname@it-guides.com
1. yourname คือ ชื่อของคุณ สามารถตั้งเป็นชื่ออะไรก็ได้


2. เครื่องหมาย "@" สำหรับกั้นระหว่าง ชื่อ กับ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name

3. it-guides.com คือ ชื่อเวปไซท์ หรือ domain name
ชนิดของการรับส่ง E-mail
1. รับส่งโดยใช้โปรแกรม Email โดยเฉพาะ เช่น Outlook Express, Eudora
2. รับส่งโดยผ่าน Web site เช่น www.yahoo.com, www.hotmail.com
3. รับส่งโดยผ่าน Web Browser เช่น Netscape, IE เป็นต้น
การรับส่ง Email โดยปกติจะต้องมีการกำหนด Configuration เพื่อกำหนด Incoming Mail และ
 Outgoing Mail Server ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยากในการ check mail เนื่องจากบางคนไม่ได้มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง หรือบางคนอาจจะต้องเดินทางบ่อย ๆ ทำให้ไม่ค่อยสะดวก ดังนั้น
แบบที่ 2 คือ check email ผ่าน Web site จึงมีผู้นิยมมากที่สุดในโลก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องกำหนด Configuration อะไรทั้งสิ้น แค่เพียงคุณสมัครเป็นสมาชิกกับ Web site ที่ให้บริการ แค่จำชื่อ User
 และ Password เท่านั้น คุณก็สามารถจะตรวจสอบ Email ได้จากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก...
(การลงทะเบียนเพื่อขอ E-mail แบบที่ 2 นี้จะเป็นการให้บริการฟรี!)

Web site ที่ให้บริการ Email ฟรี ได้แก่
1. www.yahoo.com
2. www.hotmail.com
3. www.thaimail.com
4. www.mweb.co.th

วิธีการใช้งานทั่วไป



1. TO - หมายถึง ชื่อ Email สำหรับผู้รับ
2. FROM - หมายถึง ชื่อ Email สำหรับผู้ส่ง
3. UBJECT - หมายถึง หัวข้อเนื้อหาของจดหมาย
4. CC - หมายถึงสำเนา Email ฉบับนี้ไปให้อีกบุคคลหนึ่ง
5. BCC - หมายถึงสำเนา Email ฉบับนี้ไปให้อีกบุคคลหนึ่ง แต่ผู้รับ (TO) จะไม่ทราบว่าเราสำเนาให้ใครบ้าง
6. ATTACHMENT - ส่ง file ข้อมูลแนบไปพร้อมกับ Email
เทคนิคการใส่ขื่อ Email
1. ปกติชื่อ Email ประกอบด้วย yourname@it-guides.com เป็นต้น แต่เราสามารถใส่ชื่อของเราเพิ่มเข้าไปได้ด้วย ดังตัวอย่าง
Somsri "yourname@it-guides.com"
2. การส่ง Email พร้อมกันหลายคน เราสามารถส่งโดยใช้ช่อง CC ได้ หรือถ้าต้องการส่งในช่อง TO หลายคน เราสามารถใส่เครื่องหมายคอมม่า "," แยกระหว่าง Email ได้
การใช้ในการเรียนการสอน
E-mail หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "จดหมายอิเล็กทรอนิคส์" มีความหมายถึง การใช้คอมพิวเตอร์ ในการสื่อสารรับ-ส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป เช่น "สมชาย" สามารถส่งข้อความจดหมายของตนจากจังหวัดชลบุรี ไปให้ "สมศรี" ที่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรีไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของสมศรีที่จังหวัดเชียงใหม่ อีกทั้งสมชายยังสามารถแนบแฟ้มข้อมูล (file) ชนิดต่าง ๆ ไปพร้อมกับจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ฉบับนั้นไปได้อีกด้วย
        ดังนั้นครู-อาจารย์ยุคปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบัน จำเป็นต้องประยุกต์ใช้งาน E-mail หรือจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ให้เข้ากับการเรียนการสอนในรายวิชาของตนเองในทุกรายวิชา ไม่เฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์เท่านั้นที่จะใช้งานจดหมายอิเล็กทรอนิคส์ได้ วิชาอื่น ๆ อาทิเช่น วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์หรือแม้แต่วิชาพลศึกษา ก็สามารถประยุกต์ใช้งาน E-mail หรือจดหมายอิเล็กทรอนิคส์กับการเรียนการสอนในวิชานั้น ๆ ได้


ที่มา   บทความและรูปภาพจากเว็บไซต์ it-guides.com
วันที่  21/02/2013
 

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556




ครูใหม่ มัธยมศึกษา : สอนอย่างมีลีลา 

   วิเคราะห์. ถ้าครูใหม่ของไทยมีความกระตือรือร้น และตั้งใจคิดค้นและพัฒนารุูปแบบการสอนของตนเอง จะทำให้อาชีพครูพัฒนาและก้าวหน้าสมกับเป็นวิชาชีพชั้นสูง แต่ที่สำคัญในปัจจุบันจากการได้สัมผัสกับครูรุ่นใหม่ๆที่เก่งๆในด้านวิชาการ มีครูรุ่นใหม่บางส่วนขาดคุณธรรม
เห็นแก่ตัว มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงแต่เห็นแก่ตัว ไม่เป็นแบบอย่างที่ดี ไม่อดทน ไม่อุทิศตนและเสียสละเพื่อส่วนร่วมซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรพัฒนาไปพร้อมๆกับการเรียนและการทำงาน ปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ถ้าเราร่วมกันพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม จะทำให้เยาวชนไทยเติบใหญ่เป็นคนไทยที่ดีมีคุณธรรม เห็นแก่ส่วนรวม รู้จักอุทิศตนและเสียสละเกิดขึ้นอีกมากมาย


ที่มา:โครงการโทรทัศน์ครู บริหารโครงการโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สงวนลิขสิทธิ์ © 2553 - 2555
ดำเนินงานโดย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

วันที่ 07/02/2013




การสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา


วิเคราะห์ : การเรียนการสอนเป็นการสนทนาเเละการใช้คำถามเพื่อให้นักเรียนตอบเกี่ยวกับเรื่องราวในการดำเนินชีวิตประจำวันรวมไปถึงการใช้การทดลองไม่ว่าจะเป็นลูกโป่ง ผ้าเพื่อนำมาถูเพื่อให้เด็กเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าสถิต โดยที่สิ่งที่นักเรียนทำนี้เองเป็นการที่นักเรียนจะได้การเรียนรู้เเละการค้นพบสิ่งที่เรียนรู้ด้วยตนเองโดยปราศจากการบอกจากคุณครูทำให้สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้นี้เองจะเป็นความทรงจำระยะยาวเเละสามารถเกิดเป็นมโนทัศน์ที่มีความคงทนเพราะนักเรียนเป็นผู้ค้นพบเเละได้ความรู้มาด้วยตนเอง นอกจากนี้เเล้วกระบวนการที่ครูสอนนี้จะอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยเริ่มจากการที่นำการสอนเพื่อเป็นสิ่งเร้าเเก่นักเรียนเเละยกตัวอย่างสิ่งที่นักเรียนเคยพบเห็นเเละกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความสงสัยจากสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นนักเรียนเกิดการตั้งปัญหาเเละสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือเหตุกาณ์นั้นๆจนนักเรียนอาจจะตั้งสมมติฐานไว้ โดยที่บทบาทของครูนั้นคือการหาอุปกรณ์มาเพื่อให้นักเรียนได้ทำการทดลองเเละตอบสิ่งนักเรียนเองสงสัยเมื่อนักเรียนได้ความรู้เเล้วครู จึงนำสรุปอภิปรายผลที่ได้จากการทดลองเเละสรุปว่ามโนทัศน์ที่เเท้จริงที่ครูสอนนั้นคืออะไร เเละสิ่งนี้เองที่ทำให้นักเรียนรู้สึก น่าตื่นเต้น น่าสนใจ น่าดึงดูดใจ จนกระทั่งทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกประทับใจกับการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ ที่เป็นวิชาที่บุคคลทั่วไปรู้สึกว่าเป็นวิชาที่ยากเกินจะเข้าใจได้

ที่มา : โครงการโทรทัศน์ครู บริหารโครงการโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สงวนลิขสิทธิ์ © 2553 - 2555
ดำเนินงานโดย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา


วันที่ 06/02/2013

การสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถม




การสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถม

วิเคาระห์: ได้ดูการสอนของอาจารย์ ทำให้เห็นความสำคัญของการนำเข้าสู่บทเรียน ที่จะทำให้นักเรียนมีความสนใจในบทเรียน ทำให้ง่ายต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของอาจารย์ การดึงความสามารถทางดนตรีของนักเรียนให้มาได้แสดงออกก็มีความสำคัญ ทำให้นักเรียนเกิดความภูมิใจ มีความกล้าในการแสดงออก และที่ชอบมากเป็นพิเศษ คือการนำเอาการแสดงทางวิทยาศาสตร์ มาแสงดง ทำให้สามารถสร้างความสนใจให้กับนักเรียนได้อย่างได้ผล นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในกิจกกรรมและสามารถสรุปผลการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองที่สำคัญการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นไปด้วยความสุขและความสนุกสนาน

ที่มา: โครงการโทรทัศน์ครู บริหารโครงการโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สงวนลิขสิทธิ์ © 2553 - 2555
ดำเนินงานโดย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา


วันที่ 05/02/2013
 

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สัตว์มีกระดูกสันหลัง  

            สัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate) สิ่งมีชีวิตประเภทนี้มีกระดูกสันหลังหรือไขสันหลัง สิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังเริ่มมีวิวัฒนาการมาเป็นเวลาประมาณ 505 ล้านปี ในยุคแคมเบรียนกลาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของช่วงยุคแคมเบรียน โครงกระดูกของไขสันหลัง ถูกเรียกว่ากระดูกสันหลัง Vertebrate เป็นไฟลัมย่อยที่ใหญ่ที่สุดใน Chordates รวมทั้งยังมีสัตว์ที่คนรู้จักมากที่สุดอีกด้วย (ยกเว้นแมลง) ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (รวมทั้งมนุษย์)เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลังทั้งสิ้น ลักษณะเฉพาะของไฟลัมย่อยนี้คือระบบของกล้ามเนื้อจำนวนมาก เช่นเดียวกับระบบประสาทส่วนกลางที่ถูกวางในกระดูกสันหลังเป็นส่วน ๆ  สัตว์มีกระดูกสันหลัง คือกระดูกสันหลังจะอยู่เป็นแนวยาวไปตามด้านหลังของสัตว์ กระดูกสันหลังจะต่อกันเป็นข้อๆ ยืดหยุ่น เคลื่อนไหวได้มีหน้าที่ช่วยพยุงร่างกายให้เป็นรูปร่างทรวดทรงอยู่ได้และยังช่วยป้องกันเส้นประสาทอีกด้วย สัตว์พวกมีกระดูกสันหลัง นักวิทยาศาสตร์ยังแบ่งออกเป็น 5 พวกคือ
        1.สัตว์พวกปลา
           กระดูกแข็ง เช่น ปลาดุก ปลานิล ปลาตะเพียน ฯลฯ
ปลา เป็นสัตว์พวกหายใจด้วยเหงือก มีครีบใช้เคลื่อนไหวและทรงตัว มีเกล็ดปกคลุมตัว มีเส้นข้างตัว เป็นส่วนรับความรู้สึกสั่นสะเทือน แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
          1. ปลากระดูกอ่อน เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบน
          2. ปลาโครงกระดูกปลาไม่มีกระดูกแขนขา แต่มีโครงกระดูกเป็นครีบต่างๆ
         
      ปลาแบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้
     - ชนิดไม่มีเกล็ด เช่นปลาดุก ปลากดเหลือง
     -ชนิดมีเกล็ดตามลำตัว เช่น ปลาตะเพียน ปลาช่อน ปลาหมอ ปลานิล
    - ชนิดสามารถหากินบนดินเลน ดินชื้นแฉะตามป่าชายเลน เช่น ปลาตีน
    - ชนิดเป็นปลาสวยงาม นิยมนำมาเลี้ยงดูไว้เป็นงานอดิเรก เช่น ปลาทอง ปลาการ์ตูน
    - ชนิดอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม เช่น ปลากระเบน ปลาฉลาม
    - ชนิดอาศัยในน้ำจืด เช่น ปลากราย ปลากระดี่
    - ชนิดอาศัยอยู่ในน้ำกร่อย เช่น ปลากระพง ปลากระบอก

      
           2. สัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก     สัตว์สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นสัตว์พวกวางไข่ในน้ำ ตัวอ่อนหายใจด้วยเหงือกและผิวหนัง เมื่อ   โตเต็มวัยหายใจด้วยปอดและผิวหนัง เพราะอยู่บนบก ผิวหนังเปียกชื้น ไม่มีเกล็ด เป็นสัตว์เลือดเย็น ได้แก่ กบ คางคก เขียด ปาด อึ่งอ่าง ซาลามานเดอร์ งูดิน



      3. สัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ที่ส่วนมากดำรงชีวิตอยู่บนพื้นดิน วางไข่บนบก ไข่มีไข่แดงมากเพื่อเป็นอาหารของตัวอ่อน ผิวหนังลำตัวแห้ง มีเกล็ด หายใจด้วยปอดตลอดชีวิตและเป็นสัตว์เลือดเย็น พวกที่อาศัยอยู่บนบก เช่น กิ้งก่า จิ้งเหลน จิ้งจก แย้ สัตว์พวกที่อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก เช่น เต่า จระเข้ งูบางชนิด
      4. สัตว์ปีก  เป็นสัตว์เลือดอุ่น มีขนเป็นแผงปกคลุมตัว ขาหน้าเปลี่ยนเป็นปีก ปากเป็นจะงอย ที่ปอดมีถุงลมช่วยหายใจและระบายความร้อน ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ ออกลูกเป็นไข่ สัตว์ปีกที่สามารถบินได้ คือ นกชนิดต่างๆ เช่น นกเขา นกพิราบ นกอินทรี รวมทั้งเป็ดและไก่ ส่วนสัตว์ปีกที่บินไม่ได้ ได้แก่ นกกีวี นกกระจอกเทศ และนกเพนกวิน เป็นต้น
  










  5.  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  เป็นสัตว์เลือดอุ่น ตัวเมียมีต่อมน้ำนมเลี้ยงลูก หายใจด้วยปอด มีแขนและขาไม่เกิน 2 คู่ มีต่อมเหงื่อใต้ผิวหนัง มีขนเป็นเส้นปกคลุมตัว ออกลูกเป็นตัว ได้แก่ คน ช้าง ม้า วัว หมี ลิง ปลาวาฬ ปลาโลมา ค้างคาว สำหรับตัวตุ่นปากเป็ดเท่านั้นที่ออกลูกเป็นไข่ แต่เมื่อเติบโตแล้วแม่ใช้น้ำนมเลี้ยงเช่นกัน
                 
     ที่มา:   ครูวรรณา วรรณมาศ
              โรงเรียนบ้านหนองเจ อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช
              Copyright (c) 2008 Miss.Wanna Wannamas.All rights reserved 

    วันที่: 01/02/2013

     
      
 
                
 
        

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง

          สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ลักษณะโดยทั่วไปของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เป็นสัตว์ที่ไม่มีโครงกระดูกภายในลำตัว มักจะมีขนาดเล็ก ถ้ามีขาจะมีจำนวนขามาก และมีการเคลื่อนที่แตกต่างกัน แบ่งตามประเภทของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังได้ดังนี้
ประเภทของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
       

     1. พวกฟองน้ำ สัตว์พวกนี้ลำตัวเป็นโพรง มีช่องเปิดด้านบน มีรูพรุนให้น้ำออก มีหนามหรือเส้นใยเป็นโครงค้ำจุนร่างกาย สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ไม่มีระบบประสาท ส่วนใหญ่อาศัยในน้ำเค็ม เช่น ฟองน้ำต่างๆ
    

 

      2.พวกสัตว์ลำตัวมีโพรง สัตว์พวกนี้ลำตัวคล้ายทรงกระบอก มีช่องเปิดออกจากลำตัวเพียงช่องเดียว กลางลำตัวเป็นโพรง เป็นทางให้อาหารเข้า และกักอาหารออกจากลำตัว มีเข็มพิษไว้ป้องกันตัวและจับเหยื่อ สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ บางชนิดอาศัยในน้ำเค็ม เช่น แมงกะพรุน ปะการัง ดอกไม้ทะเล และบางชนิดอาศัยในน้ำจืด เช่น ไฮดรา
   
 
     3. สัตว์ทะเลผิวขรุขระ สัตว์พวกนี้ตามผิวลำตัวมักหยาบ ขรุขระ และแข็ง เพราะมีสารพวกหินปูนเป็นองค์ประกอบ ไม่มีส่วนหัว บางชนิดร่างกายแยกเป็นแฉก เช่น ดาวทะเล บางชนิดรูปร่างกลมแบน เช่น อีแปะทะเล บางชนิดมีหนามยาวทั้งลำตัว เช่น เม่นทะเล บางชนิดมีผิวหนังหนา ขรุขระแต่ไม่แข็ง เช่น ปลิงทะเล สัตว์พวกนี้หายใจโดยใช้ปุ่มตามผิวหนัง สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ ส่วนใหญ่เพศผู้และเพศเมียแยกจากกัน



   4. พวกหนอนตัวแบน  สัตว์พวกนี้ลำตัวแบนยาว มีปาก แต่ไม่มีทวารหนัก ไม่มีระบบหมุนเวียนเลือด สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ มี 2 เพศในตัวเดียวกัน ส่วนใหญ่ดำรงชีวิตเป็นปรสิต เช่น พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้
       

  5. พวกหนอนตัวกลม สัตว์พวกนี้ลำตัวกลมยาว ผิวเรียบ ไม่เป็นปล้อง มีปากและทวารหนัก ไม่มีระบบเลือด ตเพศผู้และเพศเมียแยกกันคนละตัว สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ดำรงชีวิตเป็นปรสิตในร่างกาย เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิตัวจี๊ด

       
 
 6.  พวกลำตัวเป็นปล้อง สัตว์พวกนี้ลำตัวกลมยาว คล้ายวงแหวน ต่อกันเป็นปล้อง ผิวหนังเปียกชื้น มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด มีระบบประสาท และระบบทางเดินอาหาร สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ มีอวัยวะสืบพันธุ์ทั้ง 2 เพศในตัวเดียวกัน บางชนิดอาศัยบนบก เช่น ไส้เดือนดิน ทากดูดเลือด บางชนิดอาศัยในน้ำ เช่น ปลิงน้ำจืด

     

  7. พวกมีขาเป็นข้อ สัตว์พวกนี้จะมีขาต่อกันเป็นข้อๆ ลำตัวแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง มีระบบหมุนเวียนเลือด มีระบบประสาท และมีระบบทางเดินอาหารที่สมบูรณ์ สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ สัตว์พวกนี้ได้แก่ แมลงต่างๆ ปู กุ้ง แมงป่อง แมงดาทะเล ตะขาบ กิ้งกือ เป็นต้น

    

   8. พวกหอยและหมึกทะเล สัตว์จำพวกนี้ลำตัวนิ่ม มีหัวใจสูบฉีดเลือด หอยเคลื่อนที่ได้โดยกล้ามเนื้อที่ยื่นออกจากตัว ส่วนหมึกทะเลเคลื่อนที่โดยใช้หนวด และการพ่นน้ำออกจากลำตัว สัตว์พวกนี้ส่วนใหญ่หายใจด้วยปอดและผิวหนัง สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ ออกลูกเป็นไข่ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำเค็ม เช่น หอยและหมึกทะเล บางชนิดอาศัยอยู่บนบก เช่น หอยทาก


  

  ที่มา:จัดทำโดย ครูวรรณา วรรณมาศ
โรงเรียนบ้านหนองเจ อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช
Copyright (c) 2008 Miss.Wanna Wannamas.All rights reserved.
01/02/2013








 

ฤดูกาล

(Seasons)
 
 
       ฤดูกาลเป็นการแบ่งปีเป็นช่วงๆ ตามสภาพอากาศ ฤดูกาลต่างๆ เป็นผลมาจากการที่แกนโลกเอียงไปจากระนาบการโคจรเล็กน้อย (ประมาณ 23.44 องศา) ในขณะที่โลกโคจรไปรอบๆ ดวงอาทิตย์นั้น โลกจะหันบางส่วนเข้าหาดวงอาทิตย์ตลอดเวลา และบางส่วนจะโดนแสงอาทิตย์น้อยกว่าส่วนอื่นๆ ส่วนที่โดนแสงอาทิตย์มา
      
ตำแหน่งต่างๆ บนโลกจะมีฤดูกาลไม่เหมือนกัน โดยในส่วนของโลกที่อยู่ระหว่างเขตหนาวกับเขตอบอุ่น (temperate regions) และบริเวณแถบขั้วโลก (polar regions) จะมี 4 ฤดูกาลคือ ฤดูใบไม้ผลิ (spring) ฤดูร้อน (summer) ฤดูใบไม้ร่วง (fall) และฤดูหนาว (winter) ส่วนบริเวณโซนเขตร้อน (tropical region) หรือบริเวณที่อยู่ใกล้ๆ เส้นศูนย์สูตรจะแบ่งได้ 3 ฤดูกาลคือ ฤดูร้อน (dry hot season) ฤดูฝน (wet season) และฤดูหนาว (dry cool season) ซึ่งประเทศไทยก็อยู่โซนเขตร้อน ดังนั้นประเทศไทยจึงมี 3 ฤดูกาล

 
ใน 1 ปี โลกจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด 2 ครั้ง คือ ในเดือนธันวาคม และในเดือนมิถุนายน ซึ่งในเดือนธันวาคมนั้น จะตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม เราเรียกว่า December solstice ส่วนในเดือนมิถุนายนนั้นจะตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน เราเรียกว่า June solstice
ส่วนของโลกที่อยู่ระหว่างเขตหนาวกับเขตอบอุ่น (temperate regions) และบริเวณแถบขั้วโลก (polar regions) เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนไป ความเข้มของแสงของดวงอาทิตย์ก็ต่างกันไปด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับละติจูด และขึ้นอยู่กับน้ำมีอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นๆ ด้วย เช่นบริเวณขั้วโลกใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ระหว่างทวีปแอนตาร์กติกและอยู่ไกลจากอิทธิพลของมหาสมุทรทางใต้ (the southern oceans) พอสมควร ในขณะที่บริเวณขั้วโลกเหนือ ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก (Arctic Ocean) ทำให้ภูมิอากาศแถบขั้วโลกเหนือได้รับการปรับตามมหาสมุทรอาร์กติกนั้น ทำให้ภูมิอากาศไม่หนาวหรือร้อนมากเกินไป ในขณะที่แถบขั้วโลกใต้จะหนาวมากในฤดูหนาว ซึ่งหนาวกว่าฤดูหนาวแถบขั้วโลกเหนือ

 ที่มา: http://en.wikipedia.org/wiki/Season
         01/02/2013